Tuesday, July 24, 2018

บทเรียนจากหมูป่าอะคาเดมี

25/7/61

วันนี้ น้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีเข้าพิธีบรรพชา และอุปสมบทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะที่เฝ้าตามข่าวมาพอสมควรก็ต้องขออนุโมทนาในกุศลจิตนี้ด้วย 

ถ้าเป็นภาพยนต์ ก็นับว่าเรื่องนี้จบได้สวย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจริงๆ ด้วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ให้บทเรียนสอนใจได้มากมาย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีน้องๆ ทีมหมูป่าฯ นั้นจาระไนได้ไม่หมด แต่สำหรับตัวเองก็ขอย่นย่อสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้บ้างว่า..

1. ชีวิตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะวางแผนทุกอย่างไว้เป็นอย่างดีแล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในชีวิตได้ตลอดเวลา

2. เมื่ออยู่ในภาวะวิกฤติ ตั้งสติไว้ให้มั่น ทำอารมณ์ให้มั่นคง ดำรงไว้ซึงความหวัง

3. ก่อนจะหวังพึ่งผู้อื่น พยายามช่วยเหลือตัวเองอย่างเต็มที่ก่อน

4. ผู้นำที่ดีต้องมีความอ่อนโยน เสียสละ แต่เข้มแข็ง.. เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด แต่ต้องฉลาดด้วย

5. ผู้นำที่ดีก็ต้องมีที่ปรึกษาที่ดีด้วย

ุ6. จงเชื่อมั่นในพลังแห่งสมาธิ ผู้มีสมาธิจิตดี ย่อมมีสติเมื่อเกิดภัย

7. Law of attraction กฎแห่งแรงดึงดูด สิ่งที่ดีงามย่อมดึงดูดสิ่งที่ดีงาม

8. คนดีและความดีมีอยู่ทั่วทุกที แต่บางทีเราก็ไม่ต้องไปเสาะแสวงหา แค่รู้จักว่าจะแยกแยะได้อย่างไร 

9. วิกฤติไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไป ชีวิตก็เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง

ขอบคุณน้องๆ หมูป่าอะคาเดมี กับบทเรียนดีๆ ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน


Monday, July 23, 2018

หมูป่า อะคาเดมี...กรณีศึกษา “พลังแห่งสมาธิ”

ผ่านพ้นไปด้วยดีแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง สุดๆ กับการช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชนตัวน้อย 13 คนที่รู้จักกันว่าทีมหมูป่า อะคาเดมี ออกมาได้อย่างปลอดภัยแทบจะไร้ที่รอยมลทิน..เวลานี้กระแสข่าวเริ่มจะสร่างซาไปบ้างแล้ว และอีกไม่นาน เรื่องราวของน้องๆ หมูป่า ก็จะคงจะเป็นเรื่องในตำนานของมนุษย์โลกไปอีกเรื่องหนึ่ง ที่คงจะถูกหยิบยกมาพูดถึงบ้างเป็นครั้งคราว 

เวลาเก้าวันเก้าคืนนั้น ในการมีชีวิตที่ปกติธรรมดาอาจจะแสนสั้น แต่ระยะเวลาที่เท่าๆ กันของการติดอยู่ในถ้ำอันมืดมิดร้างไร้ผู้คน อาหาร หรือแม้แต่แสงสว่างนั้นจะทำให้รู้สึกยาวนาน สภาพการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้คนทั่วๆ แม้แต่ผู้ใหญ่ก็คงเกิดความหวาดกลัว หวั่นไหว สะเทือนขวัญ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ท้อแท้ ป้อแป้ และปวกเปียกเอาได้โดยง่าย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือสภาวการณ์ดังกล่าวดูเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กๆ เหล่านี้ หรือส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างที่ผู้คนต่างพากันพะวงมากนัก 

ตรงกันข้าม สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้คนทั่วโลกคือ เด็กๆ ทุกคนดูเข้มแข้ง มีกำลังใจอันดี มีสติเต็มเปี่ยม และแววตาสดใส มีความหวัง แม้ร่างกายจะดูซูบผอมไปบ้าง แต่พวกเขารักษาตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ สร้างความโล่งใจกับทุกคนทั่วโลกที่เฝ้าส่งกำลังใจให้ทุกทิศทาง

สิ่งหนึ่งทุกคนได้รับทราบคือการที่โค้ชเอก เอกพล จันทะวงษ์ หัวหน้าทีมหมูป่า เป็นผู้ที่ฝึกฝนและเรียนรู้การทำสมาธิมาเป็นเวลานาน และเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเชื่อกันว่า "พลังแห่งสมาธิ" เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยู่รอดได้ในภาวะคับขันที่สุดของชีวิต

เผชิญหน้ากับความกลัวอย่างมีสติ

ความวิตก กังวล และความหวาดกลัว อาจเกิดขึ้นได้ในทุกชั่วขณะ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติที่มีชีวิตเป็นเดิมพันนั้น ความกลัวนั้นดูจะตัวใหญ่มากสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่อะไรล่ะที่ทำให้เด็กๆ เหล่านี้ ดูสงบนิ่ง มีสติ ไม่ตื่นตูมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศต่างก็ให้ความสนใจในประเด็นนี้และแสดงความเชื่อมั่นอยู่ไม่น้อยว่าสมาธิมีส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขามีสติและปัญญาสามารถรับมือกับภาวะวิกฤติได้อย่างสงบเกินความคาดหมาย  

เราต่างก็เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วว่าสมาธินั้นมีประโยชน์มากมายทั้งต่อร่างกายและจิตใจ เช่นทำให้บรรเทาความเครียด ทำให้หลับสบายคลายกังวล ทำให้สมองและปัญญาดี ทำให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน 

นอกจากนี้ยังมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และจากการทดลองกับบุคคลต่างๆ ต่างก็ยืนยันว่าสมาธิให้ผลดีดังกล่าวจริงๆ 

หากถ้ำเหมือนความดำมืดในจิตใจ สมาธิเหมือนดวงไฟให้ความสว่าง

ขณะที่ความพยายามช่วยเหลือเด็กๆ ที่ติดอยู่ภายในถ้ำดำเนินการไปในหลากหลายรูปแบบ อีกกระแสข่าวหนึ่งก็มีว่าไว้เกี่ยวกับความเชื่อโบราณและตำนานอันยาวนานของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เพราะไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่ความน่ากลัวของสภาพภายในถ้ำ ที่ทีมกู้ภัยได้พบปะเจอะเจอนั้น และเล่าออกมานั้นจริงแท้แน่นอน ความมืดมนอนธการภายในถ้ำหลวงสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้คนที่ถูกขังอยู่ได้ฉันใด ความมืดบอดในใจที่ถูกห่อหุ้มด้วยกิเลสแห่งราคา โทสะ โมหะ ก็ห่อหุ้มใจให้มืดมนได้เฉกเช่นเดียวกัน

พลังแห่งสมาธิเหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้น ณ กลางใจ ในวันอันมืดมิด แม้ปัจจัยภายนอกดูมืดมน ไร้หนทาง แต่ภายในใจของเด็กๆ กับสว่างไสว การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกของน้องๆ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ความร่าเริงแจ่มใส ความสงบมีสติ จิตใจอันเข้มแข็ง ปราศจากความวิตกกังวล แม้ว่าพวกเขาเพิ่งจะผ่านวิกฤติของชีวิตโดยมีผู้คนทั่วโลกเป็นประจักษ์พยานก็ตาม

แต่นอกเหนือจากประโยชน์อันมากมายมหาศาลดังกล่าว หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร หรือหลวงพ่อธรรมมงคลญาณ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล และผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ อบรมหลักสูตรสมาธิแก่บุคคลทั่วไปมาตั้งแต่ปี 2540 นั้นได้กล่าวเพิ่มเติมเอาไว้ว่าจุดประสงค์ของการฝึกสมาธิแท้จริงแล้วนั้น คือ “การสะสมพลังจิต” ผู้ที่ฝึกสมาธิอยู่เป็นประจำจะมีพลังจิตที่เก็บสะสมไว้ ซึ่งสามารถเป็นพลังที่มาช่วยเหลือในยามคับขันได้ นักศึกษาหลักสูตรครูสมาธิ จะได้ฟังหลวงพ่อเน้นย้ำในเรื่องจุดประสงค์การทำสมาธิเพื่อสะสมพลังจิตอยู่บ่อยๆ  

กรณีของทีมหมูป่าอะคาเดมี จึงอาจนับได้ว่าเป็นกรณีศึกษาของพลังแห่งสมาธิที่สร้างปรากฎการณ์อันน่าตื่นตะลึงต่อสายตาชาวโลกโดยทั่วกัน  คุณลักษณะอย่างยิ่งของสมาธิคือ ช่วยให้เรามี “สติ” อยู่กับปัจจุบัน ไม่ห่วงหาอดีต ไม่กังวลถึงอนาคต เผชิญหน้ากับความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ได้โดยไม่แทรกแซง สติ ที่จะอยู่กับปัจจุบัน อาจจะเกิดขึ้นได้ยากในภาวะอันวิกฤติที่ฉุกเฉิน หากคนผู้นั้นไม่เคยได้เรียนรู้การทำสมาธิมาก่อน และที่สำคัญพลังจิตที่สะสมไว้นี้ ยังเป็นสิ่งที่สั่งสมได้ข้ามภพข้ามชาติ เป็นพลังที่ไม่สูญสลายหายไป แม้ร่างกายจะดับสูญไปแล้ว ตามความเชื่อของพุทธศาสนานั้นคนเราเวียนว่ายตายเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนในสังสารวัฏนี้ การฝึกสมาธิจึงเป็นการสั่งสมพลังจิตและสร้างกุศลผลบุญเป็นสมบัติติดตัวไปได้ในทุกที่ 

ยังไม่สายเกินไป ที่จะเรียนรู้วิชาสมาธิ

จริงๆ แล้วการฝึกสมาธินั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น สมาธิเป็นเรื่องที่คนทุกชาติศาสนาสามารถนำหลักการไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคม และสามารถปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาจิตใจและทำให้รู้สึกถึงความสงบสุขจากภายใน และความจริงแล้ว สมาธิมีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าเรียนรู้มากกว่าการกำหนดจิตอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น แต่มีข้อควรรู้อีกมากมายที่น่่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง 

สถาบันพลังจิตตานุภาพ
สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาสมาธิ เพื่อพัฒนาสติในชีวิตประจำวัน ขอแนะนำหลักสูตรครูสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ ที่กำลังเปิดรับสมัครรับนักศึกษารุ่น 43 อยู่ในเวลานี้ ซึ่งผู้สนใจสามารถเลือกสาชาที่ท่านสะดวกได้ทั่วประเทศ และท่านจะได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของพลังแห่งสมาธิด้วยตนเอง  

โชคดีทุกท่านค่ะ 

ข้อมูลอ้างอิง เพิ่มเติม




Sunday, April 29, 2018

หนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต โดยพระธรรมมงคลญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร)

"ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าวัตรปฏิบัติและชีวิตของพระธุดงค์เป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้ทำให้รู้เรื่องการผจญภัยทั้งในทางโลกและทางธรรม ของหลวงปู่มั่น บรมครูผู้ถ่ายทอดวิชากัมมัฏฐาน (กรรมฐาน) ให้พระสายวัดป่าหลายต่อหลายองค์ที่เป็นที่นับถือศรัทธาทั่วฟ้าเมืองไทย  ไม่ว่าจะเป็นหลวงตามหาบัว หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี  หลวงพ่อชา สุภัทโท หลวงพ่อลี  หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร และท่านอื่นๆ อีกมากมาย"

ได้อ่านหนังสือ ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เขียนโดยพระธรรมมงคลญาณหรือพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร (ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล) อ่านในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์และในฐานะที่ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ที่มีผลงานการทำงานเพื่อพุทธศาสนามายาวนานตลอดชีวิตของท่าน


หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรก ชื่อว่า "ใต้สามัญสำนึก" เป็นการเล่าปูพรมในช่วงแรกที่หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์อยู่กับพระอาจารย์คนแรก คือพระอาจารย์กงมา ผู้ที่พาออกเดินทางด้วยเท้าหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปหาพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (หลวงปู่มั่น) ส่วนตอนที่สองก็เป็น "ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ" และเหตุการณ์สำคัญๆที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้บันทึกไว้จากคำบอกเล่าของพระอาจารย์มั่น และทั้งที่หลวงพ่อได้ประสบด้วยตนเองในระหว่างที่เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดพระอาจารย์มั่นอยู่ 4 ปีระหว่างปี 2485 - 2488

แค่ได้อ่านเพียงช่วงต้นปูพรมของเรื่องในตอน "ใต้สามัญสำนึก" บันทึกการเดินทางของอาจารย์และลูกศิษย์ซึ่งต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆมากมายกว่าหลวงพ่อจะได้ไปพบพระอาจารย์มั่นนั้นก็สนุกสนานจนแทบวางไม่ลง อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว มีความรู้สึกเหมือนได้ดูหนัง หรือเสพหนังสือดีๆ อีกเรื่อง ที่ชวนให้ติดตามตั้งแต่ต้นเรื่อง และเมื่อติดตามอย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นพัฒนาการของเรื่องราวที่เป็นชีวประวัติของบุคคลที่เป็นเนื้อนาบุญ ในพุทธศาสนา อ่านสนุก อ่านดี อ่านมีสาระ อ่านแล้วยิ่งรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในครูบาอาจารย์ของอาจารย์ขึ้นมาอีกมาก

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ปัจจุบันอายุ 99 ปี และยังเป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลนั้น นับว่าเป็นลูกศิษย์สายตรงและเป็นลูกศิษย์ที่ได้รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยก่อนหน้าที่ท่านจะได้ไปเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนั้น ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ มาก่อน และพระอาจารย์กงมาท่านนี้เองที่เป็นผู้นำพาท่านหลวงพ่อวิริยังค์เดิน "ธุดงค์มาราธอน" เดินเท้าข้ามป่าข้ามเขาหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อไปหาและฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น

เรื่องราวความศรัทธา พากเพียร มุ่งมั่น ตลอดจนการเสี่ยงภัยในฐานะพระธุดงค์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้น คนรุ่นหลังอย่างเราอาจจะไม่เคยรู้จักหรือมีโอกาสได้สัมผัส แต่หนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตนี้มีเรื่องเล่าครบรส ของพระเถระผู้เป็นครูบาอาจารย์สองท่านที่มีจริยวัตรอันงดงาม จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากในสมัยที่ท่านยังดำรงธาตุขันธุ์อยู่ 

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าพระธุดงค์นั้นท่านมีวัตรปฏิบัติอย่างไร เนื้อเรื่องที่เรียบเรียงขึ้นมาจากการบันทึกความทรงจำนั้นราวกับได้อ่านเรื่องราวการผจญภัยของนักเดินทางก็มิปาน และการผจญภัยนี้ไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยเรื่องราวสนุกสนานในทางโลกอย่างที่เรารู้จัก เช่นเกร็ดความรู้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมืองและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อของผู้คนของแต่ละท้องที่ที่ท่านธุดงค์ผ่านไป แต่ยังมีคำสอนจากพระอาจารย์ที่หยิบยกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการธุดงค์มาราธอนมาสอนธรรมะไปด้วยพร้อมๆ กัน ทำให้เราเข้าใจจุดมุ่งหมายและความหมายในความเป็นพระที่แท้ ที่หาได้ยากในปัจจุบัน

นอกจากเรื่องราวผจญภัยระหว่างการเดินธุดงค์มาราธอนของอาจารย์และศิษย์ที่แม้ยากลำบากบนหนทางไกล และประสบการณ์ในฐานะลูกศิษย์ที่ได้รับใช้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์อย่างหลวงปู่มั่นที่มีชื่อเสียงในฐานะพระผู้มีวินัยเข้มงวดและเคร่งครัดอย่างใกล้ชิดมานานหลายปี แต่ท่านก็เล่าด้วยภาษาที่เปี่ยมอารมณ์ขัน สำนวนชวนให้ติดตาม ถือได้ว่าหลวงพ่อวิริยังค์นั้น มีความสามารถในการเป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักจดบันทึก นักสังเกตุการณ์ และนักเล่าเรื่อง ชั้นบรมครูผู้มีวิริยะอุตสาหะ และยังเปี่ยมด้วยเมตตาและมีทัศคติที่ดีเลิศ และแม้บันทึกนี้จะเกิดขึ้นมานานแล้ว ภาษาที่ใช้นั้น ก็ยังมีความสดใหม่ทันสมัย และเรื่องราวในชีวิตจริงของพระธุดงค์ก็มีความร่วมสมัยที่คนในสมัยใหม่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก

หนังสือ ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตจึงเป็นหนังสืออัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญที่เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเลื่อมใส มีเนื้อหาร่วมสมัยผู้ใหญ่อ่านได้ วัยรุ่นอ่านดี อ่านแล้วจะได้อรรถรสและเบิกบานในธรรมกันได้ทุกคน หากใครเป็นลูกศิษย์ลูกหาก็น่าจะได้ซื้อหามาอ่านกันให้ถ้วนหนา ให้สมกับที่มีวาสนาที่เป็นศิษย์ร่วมครูบาอาจารย์ท่านเดียวกัน แม้ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ลูกหาก็สามารถอ่านเพื่อสาระประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างเต็มที่

กราบนมัสการพระอาจารย์ ..สาธุ สาธุ สาธุ
Jeeruna Jarunee
นักศึกษาหลักสูตรครูสมาธิ รุ่น 42 
เมย. 2561

“Stadium One” ศูนย์รวมค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ครบวงจร ครั้งแรกของเมืองไทยและในอาเซียน



            คนไทยฟิตจัด ธุรกิจสุขภาพมาแรง เดอะ สปอร์ต โซไซตี้ทุ่ม 300 ล้าน ผุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของคนรักกีฬา  “Stadium One” โชว์ความยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน เชื่อมต่อสนามศุภฯ-อุทยานจุฬาฯ 100 ปี อัดกิจกรรมทุกสัปดาห์ คาดลูกค้านับหมื่นคนต่อวัน ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งครบครันตัวจริงของคนรักสุขภาพ
           
นายพงศ์วรรธน์  ติยะพรไชย ผู้บริหารโครงการ Stadium One  เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับสัมปทานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการก่อสร้างและบริหารโครงการ Stadium One  บนที่ดิน 10 ไร่ บริเวณหลังสนามกีฬาแห่งชาติ (สนามศุภชลาศัย) โดยจะใช้งบประมาณการลงทุนราว 300 ล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารคอมมูนิตี้มอลล์แนวใหม่ ภายใต้แนวความคิด “Stadium of Life” ศูนย์รวมค้าปลีกกีฬาและไลฟ์สไตล์ของคนรักการออกกำลังกายที่ครบวงจร ครั้งแรกของเมืองไทยและในอาเซียน (Bangkok’s First Sport Retail and Active Lifestyle)
            โครงการ Stadium One ตั้งอยู่บนถนนพระราม 1 ตัดกับถนนบรรทัดทอง ใกล้กับสนามกีฬาแห่งชาติ และสนามฟุตบอลเทพหัสดิน เชื่อมต่อกับพื้นที่อุทยานจุฬาฯ 100 ปี  สวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่  ปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ ภายในโครงการประกอบด้วยร้านค้าปลีก 129 ร้าน พื้นที่ค้าปลีก 5,000 ตารางเมตร แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนของร้านค้าปลีก (Sport Retail) และส่วนของศูนย์บริการการออกกำลังกายและการจัดกิจกรรม  (Active Lifestyle)
             นายพงศ์วรรธน์  กล่าวว่า Stadium One จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร และสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายผู้รักการออกกำลังกาย รวมทั้งกลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้า อุปกรณ์กีฬาที่ครบวงจร และจะเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมด้านกีฬาของประเทศไทย ซึ่งโครงการได้เตรียมความพร้อมและความสะดวกไว้รองรับ ทั้งด้านพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับสนามกีฬาและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ใกล้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (มีบริการรถรับ-ส่งในจุฬาฯ) อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองอันเป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ 
            ในโครงการยังมีความสะดวกต่างๆให้บริการ อาทิ ล็อกเกอร์ ห้องอาบน้ำ รวมทั้งลานจอดรถที่รองรับได้ประมาณ 150 คันในบริเวณโครงการ และสามารถจอดรถในระยะ 200 เมตรรอบโครงการ ประมาณ 1,000 คัน นอกจากนั้นยังสะดวกด้วยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ลงสถานีสนามกีฬา ใช้เวลาเดินเพียง 3 นาที ในระยะไม่เกิน 300 เมตรจากสถานี
            ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาจองพื้นที่ในโครงการ Stadium One แล้ว 40% หลังจากนี้จะทำการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น คาดว่าจะส่งผลถึงอัตราการจองที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ในส่วนของอัตราค่าเช่าเริ่มต้นที่ 350 บาทต่อตารางเมตร โดยรายได้หลักของ Stadium One จะมาจากค่าเช่าพื้นที่ค้าปลีก 90% อีก 10% มาจาก สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ โดยจะมีบริษัทที่เข้ามารับสัมปทานดูแลในส่วนนี้ รวมทั้งรายได้จากการจัดกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความคึกคักให้กับ Stadium One ตลอดทั้งปี
            บริษัทฯ ได้เจรจากับพันธมิตรรายใหญ่ในการเข้ามาใช้พื้นที่อาทิ วอริกซ์ สปอร์ต , ช้างศึกเมกะสโตร์ , แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาไทยต่างๆ สำนักงานสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , แบรนด์รองเท้ากีฬา แบรนด์จักรยาน รวมถึงอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มธุรกิจโลจิสติก เพื่อรองรับการขนส่งพัสดุในอนาคต นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรที่ต้องการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมขอจองพื้นที่ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว

            นายพงศ์วรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสินค้าและบริการด้านสุขภาพของคนไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเติบโตของตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายของคนไทยมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท ในปี 2555 เพิ่มเป็น 1.6 แสนล้านในปี 2558 ตัวเลขผู้เข้าร่วมกิจกรรมกรุงเทพมาราธอนเพิ่มจาก 3,000-4,000 คนในอดีต เป็น 30,000-40,000 คนในปัจจุบัน จำนวนนักปั่นที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และยังคงมีผู้ที่รักสุขภาพและมองหาสถานที่ออกกำลังกายมากขึ้น โครงการ Stadium One จึงเป็นทางโครงการที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี นับเป็น  Sport Destination เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยได้อย่างแท้จริง สนใจจองพื้นที่ ติดต่อสำนักงานขาย โทร  097-031-1222 หรือEmail : sales@stadiumone.net และดูรายละเอียดโครงการได้ที่ Website : http://stadiumone.net/

Sunday, May 28, 2017

Review: Rhythm Cycling @ Absolute U

เพิ่งเป็นกระแสมาไม่นานเท่าไหร่ กับการออกกำลังกายแนวใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง Rhythm Cycling  เทรนด์ออกกำลังกายสุดฮิตจากนิวยอร์กที่กำลังมาแรง และเป็นที่สนใจ ของคนที่นิยมการออกกำลังกาย และมองหารูปแบบใหม่ๆ สำหรับท้าทายตัวเอง

Rhythm Cycling คือการออกกำลังกายบนจักรยานที่ผสมผสานจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างปั่นจักรยานควบคู่ไปกับจังหวะของดนตรี ทำให้เกิดความสนุกสนาน เร้าใจ ได้ทั้งการเรื่องของการเบิร์นไขมันกับการคาร์ดิโอในแบบ full-body และเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย
ได้มีโอกาสไปทดลองเล่น Rhythm Cycling ที่ Absolute U สตูดิโอโยคะ พิลาทิสชื่อดังจากอัมรินทร์พลาซ่า ที่เพิ่งมาเปิดสาขาใหม่ JAS Urban ย่านศรีนรินทร์นี่เอง ได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควรจากผู้คนในย่านดังกล่าว

ห้องที่เป็น Rhythm Cycling จะมีจักรยานจอดไว้เรียงราย สำหรับปั่นออกกำลังกายในสตูดิโอ มองเข้าไปตอนแรกอาจจะตกใจนิดหนึ่ง ที่เห็นมีจักรยานจอดเรียงรายเป็นสิบๆ คัน ถ้าคนเยอะๆ นี่คงอึดอัดพิลึก เพราะคนเต็มห้องไปหมด โชคดีที่วันที่ไปมีคนไปเรียนไม่มากนัก

ได้เจอกับเทรนเน่อร์ “เก่ง” ซึ่งเริ่มคลาสตั้งแต่สอนวิธีการปรับเบาะให้ได้ความสูงที่พอเหมาะ การใช้อุปกรณ์ ชุดคำสั่งที่จะเจอในระหว่างที่ฝึก เป็นการเตรียมใจและกายเบาๆ ก่อนเริ่มฝึกจริง

พอเข้าชั่วโมงฝึกจริง เทรนเนอร์จะบอกจังหวะให้ทำตาม พร้อมกับเปิดเพลงไปด้วย ดนตรีเคล้าแสงสี บรรยากาศเหมือนอยู่ในผับ ในเทค แต่แทนที่จะดื่มแอลกอฮอล์ เรากำลังปั่นจักรยาน ได้ความรู้สึกที่สนุก เร้าใจ แบบมันในอารมณ์ดีเหมือนกัน เทรนเนอร์ของคลาสนี้จึงไม่ใช่แค่เทรนเรื่องการออกกำลังกาย ปั่นจักรยานให้ได้จังหวะ แต่ทำหน้าที่ดีเจไปด้วย

ในความสนุกของเสียงดนตรี มีความสนุกในการได้ท้าทายตัวเองด้วย เพราะเมื่อปั่นไปเรื่อยๆ เราต้องทำท่าทางแบบต่างๆ ที่เทรนเนอร์บอกว่าจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง แค่ทำตามก็หอบแฮ่กแล้ว ยิ่งเมื่อถึงจังหวะเพลงเร็วๆ และต้องเร่งการปั่นให้มากขึ้น ถึงกับขาสั่นได้เลยทีเดียว

เทรนเนอร์ไม่ได้บอกว่า Rhythm Cycling เหมาะกับใครเป็นพิเศษ เชื่อว่า ก็น่าจะเหมาะกับคนที่ใจพร้อม กายพร้อม และมีความฟิตสักหน่อย และชอบเสียงดนตรี มีความรักในการออกกำลังกายแบบหนักๆ นิดนึง ส่วนคนที่ร่างกายยังไม่คุ้นชินกับการออกกำลังกายมาก่อน อาจจะรู้สึกว่าหนักเกินไป ลงจักรยานมาแล้วอาจมีอาการขาสั่นเล็กน้อย เมื่อยน่อง ขาแข็งก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เชื่อว่าถ้าได้มีโอกาสฝึกบ่อยๆ ร่างกายคงค่อยๆ ชิน และสนุกไปเอง


คลาสหนึ่งชั่วโมงนี้ มีความรู้สึกว่า ร่างกายได้เผาผลาญแคลอรี่ไปเยอะมาก ที่สำคัญเลยคือ เทรนเนอร์ นั้น มีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ด้วย ทั้งฝึกทั้งสอน ทั้งเปิดเพลงเป็นดีเจ แถมยังคอยช่วยให้กำลังใจในระหว่างการฝึกซ้อม ทำให้มีพลังและเกิดแรงบันดาลใจที่จะมาออกกำลังกายได้แชร์พลังงานดีๆ ร่วมกันกับเพื่อนร่วมคลาสราวกับปั่นจักรยานอยู่กลางคอนเสิร์ตกันเลยทีเดียว 

www.bangnachannel.blogspot.com 

Friday, May 26, 2017

..ส่งต่อความดี..อย่างมีสติ..นะจ๊ะ...

ช่วงนี้มีแคมเปญทาง social media อันหนึ่ง ซึ่งหลายคนชอบ แล้วก็แชร์กันไปในวงกว้าง เป็นแคมเปญลักษณะที่ว่า ถ้าโพสต์รูปขาวดำ แล้วติดแฮชแท็ก (#) ชื่อโครงการ กับแฮชแทกชื่อแบรนด์สินค้านั้นแล้ว แล้วบริษัทจะบริจาคเงินสิบบาทต่อรูปที่โพสต์เพื่อบริจาคการกุศล ฟังดูแล้วก็น่าสนใจ ทำความดีนี้มันช่างง่าย แค่โพสต์รูปแล้วใส่ # แล้วแชร์ แล้วก็มีคนบริจาคเงินไปทำความดีให้เราแล้ว ง่ายๆ ดี ก็ช่วยๆ กันไปสินะ รออะไร

แต่จริงๆ ก็อยากบอกให้รอ..นิดนึ่งนะ..หยุดคิดสักห้าวิก็ยังดี..ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับการทำความดี เพียงแต่ว่า การจะทำความดีสมัยนี้ เราต้องมีสติพิจารณากันให้มากขึ้นสักหน่อย ก่อนจะตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อที่ติดกับดักความสงสารที่ส่งผ่านมาหาเราด้วยรูปแบบต่างๆ

ไม่ได้กำลังกล่าวหากรณีตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น ไม่ได้ต่อต้านการทำแคมเปญลักษณะนี้ด้วย แต่อยากจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ในฐานะที่ก็เคยทำงานเบื้องหลังด้วยแคมเปญคล้ายๆ อย่างนี้มาก่อน ถือว่าเป็นการบอกเล่า และชวนให้มองกันหลายๆ มุม เล่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่กล่าวหา

แนวคิดในการทำแคมเปญ CSR แบบนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่แต่อย่างใด รูปแบบนี้เคยมีทำกันมาหลายปีแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องมือในการสื่อสาร ไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เคยมีบริษัทที่ทำแคมเปญ CSR ด้วยวิธีคล้ายๆ กันนี้้ แต่สื่อสารผ่านทาง sms และก็มีการจำกัดงบประมาณสูงสุดสำหรับแคมเปญ เท่าไหร่ก็ว่ากันไป แคมเปญนี้ก็เช่นกัน งบประมาณบริษัทตั้งไว้ที่ หนึ่งแสนบาท แชร์ออกไปเท่าไหร่ โพสต์รูปกันมากน้อยแค่ไหน บริษัทก็ตั้งใจไว้ว่าจะให้หนึ่งแสนบาท ไม่มากไม่น้อยสำหรับการทำแคมเปญ และด้วยบริบทการสื่อสารสมัยใหม่ที่คนหันมาใช้สื่อสารผ่าน social media เพิ่มมากขึ้น ก็เลยเปลี่ยนมาทำแคมเปญผ่าน social media แทน ซึ่งก็ค่อนข้างได้ผลมาก มีคนส่งแชร์ต่อๆ กันไปอย่างกว้างขวาง เหมือนความดีที่ส่งต่อกันไปอย่างไม่สิ้นสุ

ถ้ามองในแง่มุมของการทำประชาสัมพันธ์โครงการ ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาก มีคนให้ความสนใจร่วมโครงการ โพสต์รูป ติดแฮชแท็ก และชักชวนบอกต่อๆ กันไป ทำตามๆกันไป ชื่อแบรนด์ก็ติดหู ติดตา ติดมือ ติดใจผู้บริโภคกันไปไม่น้อย ผู้บริหารบริษัทนี่ควรพิจารณาให้รางวัลคนทำโครงการกันเลยทีเดียว เพราะใช้แนวคิดการทำ CSR มาประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กรได้เป็นอย่างดี

ในแง่ขององค์กรการกุศลที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์ ก็ถือว่ามีโอกาสได้ประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้คนสนใจได้มากขึ้น ตัวองค์กรมีตัวตนมานานแล้ว แต่ใครสักคนหยิบยกขึ้นมา ก็ทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจมากขึ้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นความดีของโครงการ

สำหรับในแง่มุมของผู้บริโภค แคมเปญนี้ทำให้รู้สึกว่าคนไทยนี่ใจดี ใจดีมากก..จริงๆ อะไรที่เชื่อว่าเป็นความดี ก็พร้อมจะทำ พร้อมจะช่วย พร้อมจะให้ความร่วมมือ คนไทยน่ารักก็ตรงนี้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป เราก็มีน้ำใจให้กันเสมอ

สิ่งที่น่าสนใจชวนให้คิด คือ หลายๆ คนช่วยแชร์ ช่วยโปรโมทโครงการนี้ โดยไม่ได้ดูรายละเอียดว่า เงินบริจาคจะบริจาคอย่างไร ใครเป็นคนบริจาค บริจาคจริงหรือไม่ เท่าไหร่ ให้ไม่อั้น หรืออย่างไร? เราก้มหน้าก้มตาแชร์กันไป ไม่ได้ตั้งคำถาม และเราก็กลายเป็นสื่อช่วยโปรโมทแบรนด์อย่างเต็มใจ

ถามว่าผิดมากไหม ถ้าจะช่วยโปรโมทกันไปในลักษณะนี้...ไม่ผิดเลยสักนิด..แค่ชวนให้คิดเล่นๆ เฉยๆ ว่าถ้าเรารู้ ถ้าเราคิด ถ้าเราสนใจอีกสักนิด เราจะยอมตกเป็นเครื่องมือช่วยโปรโมทแบรนด์โดยเต็มใจไหม หลายคนอาจจะบอกว่าก็ไม่เห็นเป็นไร ทำไมต้องคิดมากขนาดนี้ ..ก็ใช่..แต่เชื่อว่าหลายคนก็รู้สึกว่า ไม่ใช่ และไม่อยากตกเป็นเครื่องมือ ..

สิ่งที่อยากบอกก็คือ ถ้าไม่อยากเป็นเครื่องมือ เราก็ต้องมีสติ ต้องยั้งคิด ต้องตั้งคำถาม ...การจะแชร์หรือส่งต่อข้อมูลอะไร ต่อให้ข้อมูลนั้นดูดีแค่ไหน..ก่อนจะแชร์หรือร่วมขบวนการอะไรออกไป ให้พิจารณาให้มากๆ ..หาไม่ เราก็อาจตกเป็นเครื่องมือของอะไรต่อมิอะไรได้อีกมากมาย โดยเฉพาะเหยื่อที่มาในรูปแบบของความน่าเห็นใจ ที่มีให้เห็นมากขึ้นทุกทีในเวลานี้..


บางคนอาจคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เห็นน่าจะต้องเอามาเป็นประเด็นร่ายยาวขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละ ..ปัญหาใหญ่ๆ ในสังคมที่มีกันอยู่มากมายในทุกวันนี้ ก็ล้วนมีที่มาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราลืมฉุกคิดกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ ..

กรณีนี้ตัวอย่างนี้ อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ค่อยสลักสำคัญอะไรนัก ก็ได้แต่หวังว่ากรณี หนักๆ จะไม่เกิดขึ้น จากความหลงลืมที่จะใส่ใจในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ก็แล้วกัน...